วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นาฬิกาแดด

นาฬิกาแดดเวลา 9.00

นาฬิกาแดดเวลา10.00


นาฬิกาเวลา11.00
นาฬิกาเวลา12.00
นาฬิกาเวลา13

นาฬิกาเวลา14.0

นิยายดาราศาสตร์

เรื่อง รัฐติกาลเวลาแห่งดวงดาว
ณ จักวาลรัฐติกาลแห่งกาลเวลาที่ผ่านไปของโลกและจักรวาลควบคุมโลกโดยแมกเลนเจลเล็ก ควบคุมเวลาจักรวาลโดยแมกเลนเจลใหญ่ เจ้าหญิงแห่งรัฐติกาลมีนามว่า เอนโดมีดา มีองครักษ์คือนายพรานแห่งดวงดาว นักรบแห่งจักรวาลผู้มีความสามารถมีนามว่าซีรีอุสในการรบเพื่อป้องกันจักรวาลจากเจ้ายูเรนัสผู้ต้องการครอบครองจักรวาลจึงมาก่อกวนจักรวาลทำให้เวลาโลกแปลผันเปลี่ยนไปจากที่ควร
เวลาผ่านไปไม่นานนักเจ้ายูเรนัสผู้ได้ชื่อว่าผู้โหดร้ายเข้ามาบุกทำลายดวงดาวน้อยใหญ่ทำให้ดวงดาวบางดวงแตกและหนีหายไปบ้าง ในเวลานี้กลุ่มลาแล็กซี่ที่มีหน้าที่ดูแลโลกและจักรวาลเข้าร่วมประชุมถึงปัญหาที่กลับมาซ่ำประวัติศาสตร์อีกครั้งในเวลานี้มีเพียงนักรบที่ต่อต้านหน้าทัพไว้เท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานเจ้ายูเรนัสก็ต้อนกลุ่มดาวต่างๆน้อยใหญ่ไปจากเมืองได้สำเร็จแล้วก็บุกเข้าไปทำร้ายและจับตัวเจ้าหญิงเอนโดมิดาไปทำให้ราชาแห่งจักรวาลผู้เป็นพ่อของเธอกลัดกลุ้มมากจึงส่งนักรบมือหนึ่งซีรีอุสซึ่งก็เป็นคู่รักของเจ้าหญิงนั้นเองไปช่วยเธอพร้อมกับนายพรานแต่มันไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดเมื่อเดินทางไปยังไม่นานนักก็ทราบข่าวว่าเจ้ายูเรนัสพาเจ้าหญิงเอนโดรมิดามาที่โลก ทำให้ซีลีอุสและนายพรานแปลงร่างเป็นมนุษย์เข้าไปตามหาเจ้าหญิงและในระหว่างนั้นก็ได้พบเจ้าหญิงและต่อสู้กับเจ้ายูเรนัสจนพาเจ้าหญิงหญิงหนีออกมาได้แมกเลนเจลเล็กหยุดเวลาโลกแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดเดินทางจะทำให้เมื่อระหว่างต่อสู้กันจะไม่มีผลกระทบต่อโลกเจ้าชายซิลีอุสใช้ดาบแห่งศาสตราวุธมาจองจำเจ้ายูเรนัสแต่เจ้ายูเรนัสขอให้เมื่อจองจำมันแล้วขอให้มันมีแสงสว่างในตัวเอง
ชายหนุ่มมองหญิงสาวแล้วเอยขึ้นมาว่า “นี้ไงกลุ่มดาวนายพราน” แล้วชี้ขึ้นไปบนฟ้าแล้วมองมาที่หญิงสาวด้วยสายตาอ่อนโยนเหมือนที่ทำมาโดยตลอด “ เธอคงรู้แล้วใช้ไหมฉันตอบคำถามที่เธออยากรู้แล้วแล้วเมื่อไหร่เธอจะตอบคำถามฉันบ้างล่ะ” ชายหนุ่มมองดวงตาคู่เล็กอันสวยของเธอที่กำลังปิดสนิดแล้วเอยขึ้มมาว่า “ เธอเหมือนเจ้าหญิงเอนโดรมิดาแต่ที่แตกต่างคือเธอไม่ได้อยู่บนท้องฟ้าอวกาศแต่เธออยู่ในใจของฉันมานานและจากนี้ตลอดไป ” เข้าจูบที่หน้าผากของเธอด้วยความอ่อนโยนแล้วกลับนอนที่เดิมของเขา นายอาร์ตก็คงเป็นซีรีอุสที่คอยปกป้องฉันด้วยเช่นกันน่ะ เธอมองชายหนุ่มที่กำลังหลับสนิดแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และเธอก็นอนหลับในอ้อมกอดของเขาที่แสนอบอุ่นคู่นี้ตลอดกาล

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สะสมข่าวดาราศาสตร์ อาชีพดาราศาสตร์ เพลง เนื้อเพลงเกี่ยวกับดาว...คำศัพท์ทางดาราศาสตร์ นับจำนวนดาวลูกไก่ด้วยตาเปล่า

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

• ในวันที่ 18 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2411 ถือเป็นวันสำคัญยิ่ง ในวงการศึกษา วงการดาราศาสตร์ และวงการวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ได้เสด็จพระราชดำเนินชลมารค และสถลมารค เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ ต. หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นปรากฏการณ์ที่พระองค์ทรงคำนวนทำนายไว้ ก่อนล่วงหน้าถึง 2 ปี คือทรงคำนวณไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2409
• ครั้นถึงวันที่ 18 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2411 สุริยุปราคาเต็มดวง ก็เหตุการณ์อุบัติขึ้นจริงตรงตามวันเวลา และสถานที่ทุกประการ
พระราชกรณียกิจทางด้านดาราศาสตร์
• พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้สร้างหอดูดาวบนเขาวัง ในจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2403 พระราชทานนามว่า "หอชัชวาลเวียงชัย" ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ได้เคยทอดพระเนตรดาวหาง 3 ดวงคือ
1. ดาวหางฟลูเกอร์กูส (Flaugergues s Comet) เป็นดาวหางที่มี ขนาดใหญ่และมีหาง 2 หาง ปรากฏในรัชสมัย พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ พ.ศ. 2355 ขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกฏมีพระชันษาราว 8 ปี เมื่อทรงเห็นแล้ว คงจะทรงติดตามศึกษาเรื่องดาวหางอยู่เสมอ เพราะว่าก่อนดวงที่ 2 จะมาปรากฏ พระองค์สามารถทรงนิพนธ์ประกาศฉบับแรกชื่อว่า " ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" แจ้งแก่ประชาชน"
2. ดาวหางโดนาติ ( Donati a Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่มาก นักดาราศาสตร์อิตาเลียนค้นพบในคืนวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ 2401 และคืนต่อๆมา จนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2402 (รวมเวลา 9 เดือน) ชาวไทยคงจะเห็นด้วยตาเปล่า ระหว่างเดือนกันยายน -ตุลาคม 2401
 ดาว หางดังกล่าวมีลักษณะเป็น 2 หาง หางหนึ่งเหยียดตรง อีกหางหนึ่งเป็นพู่โค้งสวยงามอยู่ราว 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่า เมื่อประชาชนเห็นดาวหางโดนาติ แล้วจะตื่นเต้นไปตามคำลือต่างๆ จึงทรงออกประกาศเตือนชื่อว่า "ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" นับเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับ แรกของประเทศ มีความว่า "ดาวหางนี้ชาวยุโรปได้เห็นมาแล้วหลายเดือน ดาวหางนี้มีคติแลทางยาวไปในท้องฟ้า แล้วก็กลับมาได้เห็นในประเทศทั้งนี้อีก เพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกัน และคิดวิตกเล่าลือไปต่างๆ ด้วยว่ามิใช่จะเห็นแต่ในพระนครนี้ และเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิ ได้ย่อมได้เห็นทุกบ้านทุกเมืองทั่วพิภพอย่างนี้แล"
3. ดาวหางเทพบุท (Tebbut s Comet ) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่ หางยาว และสว่างกว่าดาวหางโดนาติ ปรากฏแก่สายตาชาวโลก ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2404 เป็นดาวที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมากยิ่งขึ้น ถึงกับทรงได้คำนวณไว้ล่วงหน้าว่า จะปรากฏเมื่อใด และได้ทรงออกประกาศไว้ล่วงหน้า มิให้ประชาชนตื่นตระหนก ทั้งนี้เพราะพระองค์ มีพระราชประสงค์มุ่งขจัดความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องโชคลาง และทรงให้ราษฎรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ (ถ้าจะเกิด) อย่างมีเหตุผลตามแบบวิทยาศาสตร์
สะสมข่าวดาราศาสตร์

ดาวเคราะห์น้อยชนโลก

7 ตุลาคม 2551 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ตามการคำนวณของนักดาราศาสตร์ ดาวเคราะห์น้อยชื่อ 2008 TC3 จะพุ่งชนโลกในเช้าวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2551 เวลา 9:46 น. ตามเวลาประเทศไทย
อยากแปลกใจว่าเหตุใดเรายังอยู่รอดมาอ่านข่าวนี้ได้ นั่นเพราะดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีขนาดความกว้างเพียง 3 เมตร และก็ได้ระเบิดขึ้นในชั้นบรรยากาศเหนือน่านฟ้าประเทศซูดาน แรงระเบิดทำให้เนื้อดาวส่วนใหญ่ระเหยเป็นจุลไปในบรรยากาศ เหลือเศษชิ้นส่วนเป็นอุกกาบาตตกลงถึงพื้นโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แม้จะมีขนาดเล็ก แต่การระเบิดจากการพุ่งชนก็มีความแรงเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นทีหนึ่งกิโลตัน ส่องแสงสว่างพอกับพระจันทร์เต็มดวง
การชนนี้ได้รับการยืนยันโดยนักบินบนเครื่องบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์เค แอลเอ็ม ซึ่งมองเห็นแสงวาบจากการชนก่อนเวลาที่คำนวณไว้ราวครึ่งชั่วโมง ในขณะนั้นเครื่องบินอยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 750 ไมล์ทะเล
ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมโดยนักดาราศาสตร์ของโครงการสำรวจท้องฟ้าแคทาลีนา ซึ่งเป็นโครงการค้นหาวัตถุใกล้โลกโดยเฉพาะ โดยปกติมีดาวเคราะห์น้อยขนาดเท่า 2008 TC3 ชนโลกปีละหลายลูก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ตรวจพบก่อนที่จะพุ่งชนโลก
ที่มา:

ดาวเคราะห์น้อย 2008 TC3 ถ่ายที่รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา เมื่อเวลา 08:32 น. ตามเวลาประเทศไทย หรือเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษก่อนที่จะชนโลก ผู้ถ่ายภาพ อิริก อัลเลน ยืนยันว่า สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงความเร็วได้อย่างชัดเจนภายในเวลาเพียง 10 นาที (ภาพจาก spaceweather.com)


ภาพ ถ่ายจากดาวเทียมเมทีโอแซต-7 เมื่อเวลา 10 นาฬิกาตามเวลาประเทศไทย แสดงตำแหน่งของเครื่องบินสายการบินแอร์ฟรานซ์เคแอลเอ็ม (+) และตำแหน่งของจุดที่ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน เหนือท้องฟ้าประเทศซูดาน
พบดาวเคราะห์ใหม่ ชื่อสุดเซ็กซี่
24 ส.ค. 2553 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย ( )
เมื่อเดือนที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์จากคาลเทคได้รายงานว่า ค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นดวงใหม่ 4 ดวง ในจำนวนนี้ เป็นบริวารของดาวเอชดี 200964 สองดวง และเป็นบริวารของดาว 24 เซกซ์แทนต์อีกสองดวง
ดาวเอชดี 200964 เป็นดาวฤกษ์อายุมากใกล้สิ้นอายุขัย อยู่ห่างจากโลก 223 ปีแสง ดาวเคราะห์สองดวงของดาวดวงนี้เป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ที่มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีทั้งคู่ โคจรอยู่ห่างกันแค่ 52.3 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้กันมากที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยพบเห็น ลองเปรียบเทียบกับดาวยักษ์คู่ระบบสุริยะของเรา ดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์ อยู่ห่างกัน 531 ล้านกิโลเมตร
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์ไม่เคยคิดว่าจะได้พบเห็น เพราะดาวเคราะห์ยักษ์ที่อยู่ใกล้กันมากเช่นนี้ มีโอกาสที่จะทำลายกันเองได้ง่ายหากโคจรผิดจังหวะ จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าดาวเคราะห์คู่นี้รอดมาได้อย่างไรถึงปัจจุบัน
เนื่องจากดาวเคราะห์ทั้งสองเป็นดาวเคราะห์ใหญ่มาก และอยู่ใกล้กันมาก อิทธิพลด้านแรงดึงดูดที่มีต่อกันจึงสูงมาก เช่นกรณีของดาวเคราะห์แก๊สคู่นี้ ออกแรงดึงดูดกันแรงกว่าที่โลกดึงดูดดวงจันทร์ถึง 700 เท่า
ส่วนดาวเคราะห์อีกคู่หนึ่งก็โคจรอยู่ใกล้กันมากเช่นกันที่ระยะ 112.6 ล้านกิโลเมตร แต่ดาวคู่นี้ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจมากกว่า โดยเฉพาะต่อสื่อหรือบุคคลนอกวงการดาราศาสตร์ นั่นเพราะชื่อที่แสนสะดุดหูนั่นเอง
ดาวเคราะห์สองดวงนี้ โคจรรอบดาวฤกษ์ที่ชื่อ 24 เซกซ์แทนต์ ซึ่งหมายถึงเป็นดาวฤกษ์ลำดับที่ 24 ในกลุ่มดาวเซกซ์แทนต์ ดาวดวงนี้อยู่ห่างจากโลก 244 ปีแสง
ตามธรรมเนียมทั่วไปการตั้งชื่อดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น จะใช้ชื่อของดาวฤกษ์แม่นั้นขึ้นต้น แล้วต่อท้ายด้วยอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กหนึ่งตัว เริ่มตั้งแต่ตัวบี (b) ดวงแรกที่ค้นพบ ก็จะได้ตัวบี (b) ดวงที่สองก็ใช้ตัวซี (c) เช่นนี้เรื่อยไป ส่วนอักษรเอ (a) สงวนไว้สำหรับเรียกดาวฤกษ์แม่เอง
ในกรณีบริวารสองดวงของดาว 24 เซกซ์แทนต์ จึงได้ชื่อว่า 24 เซกซ์แทนต์บี (24 Sextantis b) และ 24 เซกซ์แทนต์ซี (24 Sextantis c) ซึ่งเขียนย่อได้เป็น 24 เซกซ์บี (24 Sex b) กับ 24 เซกซ์ซี (24 Sex c) ซึ่งนี่ก็คือที่มาของชื่อชวนสะดุดหูของดาวเคราะห์ดวงนี้นั่นเอง
ที่มา:
• "Sex c" New Planet Discovered - nationalgeographic.com
• Caltech Astronomer Finds Planets in Unusually Intimate Dance around Dying Star - http://www.caltech.ed

• ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแบบดาวพฤหัสบดี ตามจินตนาการของศิลปิน
(จาก NASA/JPL-Caltech)

• ภาพถ่ายของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น เอชอาร์ 8799 บี ซี และ ดี (จาก NASA/JPL-Caltech/Palomar Observatory)
พบพายุบนดาวเคราะห์ระบบสุริยะอื่นเป็นครั้งแรก
15 ก.ค. 2553 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย ( )
หากในอนาคตจะมีทัวร์อวกาศพาลูกทัวร์ไปท่องเที่ยวตามดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นแล้ว ดาวเคราะห์ชื่อ เอชดี 209458 บี (HD209458b) คงไม่อยู่ในรายการเป้าหมายเป็นแน่ ไม่เพียงแต่เพราะเหตุที่ดาวเคราะห์นี้ร้อนจัดและมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแก๊สคาร์บอนมอนอกไซค์ที่เป็นพิษแล้ว แต่นักดาราศาสตร์เพิ่งพบว่าบนดาวเคราะห์ดวงนี้มีพายุที่พัดโหมอย่างบ้าคลั่งถึง 5,000-10,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ดาวเอชดี 209458 บี มีชื่อสามัญเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า โอซิริส (Osiris) มีมวลประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของดาวพฤหัสบดี เป็นบริวารของดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ที่มีมวล 1.1 เท่าของดวงอาทิตย์ ระบบสุริยะนี้อยู่ห่างจากโลกไป 150 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวม้าบิน
ดาวเคราะห์ดวงนี้มีวงโคจรเล็กเพียงหนึ่งในยี่สิบของวงโคจรโลกเท่านั้น ระยะที่อยู่ใกล้ดาวฤกษ์มากเช่นนี้ทำให้ดาวถูกความร้อนจากดาวฤกษ์แผดเผาจนด้านกลางวันมีอุณหภูมิขึ้นสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ดาวเคราะห์ดวงนี้ยังหันด้านเดียวเข้าสู่ดาวฤกษ์อีกด้วย ทำนองเดียวกับดวงจันทร์ที่หันด้านเดียวเข้าหาโลกตลอดเวลา ด้วยเหตนี้ เอชดี 209458 บี จึงกลายเป็นดินแดนแห่งความโหดสุดขั้วที่มีด้านหนึ่งร้อนจัดและอีกด้านหนึ่งเย็นกว่าอย่างมาก
ลมบนโลกเกิดขึ้นจากความแตกต่างของอุณหภูมิในบริเวณต่างกัน กระบวนการเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นบน เอชดี 209458 บี เช่นกัน แต่มีระดับความรุนแรงกว่าอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้
คณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยอวกาศของมหาวิทยาลัยไลเดนและเอ็มไอทีในสหรัฐอเมริกา ได้ใช้สเปกโทรกราฟ ไครเรส (CRIRES) บนกล้องวีแอลทีสำรวจระบบดาวนี้และสามารถตรวจจับวิเคราะห์สัญญาณที่บ่งชี้ว่ามีลมพายุพัดอยู่
คณะได้สำรวจดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นเวลาห้าชั่วโมงในช่วงที่โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์แม่ ไครเรสมีความแม่นยำสูงมาก จึงสามารถวัดสเปกตรัมได้คมชัดจนวัดตำแหน่งของเส้นคาร์บอนมอนอกไซด์ด้วยความแม่นยำถึง 1 ใน 100,000 ความแม่นยำสูงนี้ทำให้นักดาราศาสตร์หาความเร็วของคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ด้วยหลักของดอปเพลอร์
นอกจากนี้ยังวัดความเร็วในการเคลื่อนที่ในวงโคจรของทั้งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ได้ด้วย ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 140 กิโลเมตรต่อวินาที ส่วนดาวฤกษ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 84 เมตรต่อวินาที
เอชดี 209458 บี เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นที่มีการศึกษามากที่สุดดวงหนึ่ง เหตุหนึ่งเนื่องจากเป็นดาวเคราะห์ในระบบผ่านหน้า (ระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์เมื่อมองจากโลก) ที่สว่างที่สุด ระบบนี้ดาวเคราะห์ผ่านหน้าทุกสามวันครึ่ง แต่ละครั้งกินเวลาประมาณสามชั่วโมง ระหว่างการผ่านหน้า แสงจากดาวฤกษ์บางส่วนจะส่องผ่านบรรยากาศของดาวเคราะห์ที่ผ่านหน้า จึงมีร่องรอยการดูดกลืนแสงอยู่ในสเปกตรัมของแสงดาวที่วัดได้จากโลก ซึ่งนักดาราศาสตร์วัดและนำไปประมวลผลได้ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์สามารถสำรวจในลักษณะนี้ได้
เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่นักดาราศาสตร์สามารถวัดปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ ซึ่งพบว่า เอช 209458 บี เป็นดาวเคราะห์ที่อุดมไปด้วยคาร์บอนเช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ซึ่งอาจหมายความว่ามีต้นกำเนิดแบบเดียวกันด้วย
นักดาราศาสตร์ผู้สำรวจครั้งนี้หวังว่าหากปรับปรุงพัฒนาเทคนิคการสำรวจนี้ขึ้นไปอีก อาจดีพอที่จะนำไปใช้ในการศึกษาบรรยากาศของดาวเคราะห์คล้ายโลกในระบบสุริยะอื่นได้ และรวมไปถึงการตรวจสอบสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่นด้วย
ที่มา:
• Astronomers Watch Superstorm Raging on Distant Exoplanet - universetoday.com


นักดาราศาสตร์ : อาชีพในฝันของใครหลายคน
นิยามอาชีพ


ศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิเคราะห์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโครงสร้างการวิวัฒนาการ ขอบเขตและการแผ่พลังงานของเอกภพ : ศึกษาขนาด มวล รูปร่าง ระยะทาง การเคลื่อนที่วงโคจร ลักษณะส่วนประกอบ และโครงสร้างของวัตถุท้องฟ้า ศึกษาการก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ดาวคู่ ดาวกระจุก และกาแล็กซี ศึกษาอุณหภูมิ ความสว่าง องค์ประกอบเคมีและโครงสร้างภายในของดาวฤกษ์ และวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์และเครื่องบันทึกสัญญาณต่างๆ เช่น สเปกโทรกราฟ โฟโตมิเตอร์ อินเตอร์เฟียโรมิเตอร์ เป็นต้น ศึกษาวัตถุท้องฟ้าในช่วงความยาวคลื่นอื่นๆ เช่น วิทยุอุลตราไวโอเลต อินฟาเรด เอ็กซเรย์ เป็นต้น สังเกตวัตถุบนฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์เพื่อคำนวณตำแหน่งของดาวฤกษ์และดาว เคราะห์ คำนวณโคจรของดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาวเคราะห์น้อย ศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น อุปราคา ฝนดาวตก แสงเหนือ แสงใต้ เป็นต้น ศึกษากลุ่มดาว และสร้างแผนที่ดาว พัฒนาตารางคำนวณตำแหน่งและเวลาขึ้น – ตก ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ เพื่อประโยชน์ทางคมนาคมทางอากาศและทางเรือ กำหนดเวลามาตรฐานสากลโดยการสังเกตวัตถุท้องฟ้า ประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ ตลอดจน สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้ในการสังเกตการณ์ บันทึกรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านดาราศาสตร์


เพลง เนื้อเพลงเกี่ยวกับดาว

เพลงรักหวานๆ กึ่งรัก กึ่งหวั่นใจ
ดาว - คริสติน

เพลงที่ไว้ร้องเวลาคิดถึงใครสักคน
คืนที่ดาวเต็มฟ้า - โมทย์

เพลงที่ชอบฟังยามท้อใจ
เหนื่อยไหมดาว - มาช่า

เพลงที่ต่อว่าใครไม่ได้เลย..
ต้องโทษดาว – เบิร์ด• เพลงนี้ค่ะ.. ชื่อเพลง "คิดถึง"

จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับ ด้วยดาว
โลกสวยราว เนรมิต ประมวลเมืองแมน
ลมโชยกลิ่น มาลา กระจาย ดินแดน
เปรี่ยมมีแสง คนึงถึงน้อง นวลจันทร์

งามใดหนอ จะพอทัดเทียบ เปรียบน้อง
เจ้างามต้อง ตาพี่ ไม่มีใครเหมือน
ถ้าหากน้อง อยู่ด้วย จะช่วยชมเดือน
โลกจักเหมือน เมืองแมน แม่นแล้วนวลเอย.

... เค้าถามกันเรื่อง"ดาว" แต่ไหงเราถึงได้เอา"พระจันทร์"เต็มดวงมาตอบล่ะเนี่ย.. เฮ้อ.. ตอบแล้วตอบเลยละกันนะ น้องๆหลานๆ ขอตัวไปกินยาหอมก่อน.
เพลงญี่ปุ่น Tsubaru (ดาวลูกไก่)
แปลงเป็นภาษาไทย ดาวประดับใจ
ร้องโดย ดอน สอนระเบียบ และ ฝน ธนสุนทร ร้องใหม่
ดาวดวงเล็กๆเเวววับ
ช่างน่าประหลาดใจหนักหนา
สูงสุดโลกเกินไขว่คว้า
เหมือนเพชรเจิดจ้าบนนภา
ประกายระยิบระยับตาน่าชม

ทนๆอ่าน หน่อยนะคะ เด็กใหม่หัดแต่งค่ะ อิอิ
ต้องเพลงนี้เลยค่ะ
"ลมหนาวและดาวเดือน"
ดึกดื่นคืนนี้ ลมหนาวพัดโชยมา
ฉันมองไปที่ขอบฟ้า เนิ่นนาน
หน้าต่างห้องนอน เปิดต้อนรับแสงพระจันทร์
แสงเดือนกำลังประชัน แสงดาว

ก่อนหลับคืนนี้ ใจฉันขอไปเจอ
พบเธอที่บนฟากฟ้า พร่างพราว
จะนอนหลับไหล ในอ้อมแขนของดวงดาว
ให้เงาราตรี โอบล้อมหัวใจ

ไม่รู้ค่ำคืนนี้ เมื่อเธออยู่ตรงนั้น
จะเห็นดาวดวงเดียวกัน กับฉันไหม
สักครั้งที่เธอเห็น แสงดาวทอประกาย
ก็ยังเหมือนเรา ได้พบกัน

ดึกดื่นคืนร้าง น้ำค้างยอดหญ้าคา
ไหลลู่ลงมา สะท้อนแสงจันทร์
อยากหยุดเดือนดาว เก็บลมหนาวไว้นานๆ
เพราะเธอจะมา อยู่ในหัวใจ

ไม่รู้ค่ำคืนนี้ เมื่อเธออยู่ตรงนั้น
จะเห็นดาวดวงเดียวกัน กับฉันไหม
สักครั้งที่เธอเห็น แสงดาวทอประกาย
ก็ยังเหมือนเรา ได้พบกัน

ดึกดื่นคืนร้าง น้ำค้างยอดหญ้าคา
ไหลลู่ลงมา สะท้อนแสงจันทร์
อยากหยุดเดือนดาว เก็บลมหนาวไว้นานๆ
เพราะเธอจะมา อยู่ในหัวใจ


อยู่ภายใต้แสงดาว..ที่ส่องแพรวพราวนภา.อยู่ไกลแสนไกล
หลับตายังฝันใจยังจดจำ...ภาพเธอยังอยู่เคียงใจฉัน
เปรียบดังเช่นสายลม..ที่ผ่านเพียงกระทบกายและใจหนาวสั่น
ห่างไกลยังรักอยู่....โปรดจงได้รู้
ว่าความคิดถึง...ส่งผ่านมายังฟ้าไกลให้เธอเข้าใจ
แม้ตะวันจะลับลาไกลดับไป...นานเท่าไหร่อยู่ในใจฉัน
ว่าความคิดถึงของใจ....หมู่ดาวมากมายร่วมเป็นพยานแห่งรัก
ข่มตาหลับแล้วใจยังรุมเร้า.....ว่าคิดถึงเธอ
...คำศัพท์ทางดาราศาสตร์
1 กระจุกกาแล็กซี - galaxy cluster
กลุ่มของ กาแล็กซี จำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ร่วมกัน และคงสภาพของกลุ่มอยู่ได้ด้วยแรงโน้มถ่วงร่วม การกระจายตัวของกระจุกกาแล็กซีในเอกภพนั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่กระจุกเหล่านั้นยังมีการเกาะกลุ่มกันอยู่อีกซึ่งเรียกว่า ซูเปอร์กระจุกกาแล็กซี กระจุกกาแล็กซีแต่ละกระจุกมีรูปร่างแตกต่างกัน เช่นทรงกลมหรือแบบสมดุลย์ หรืออาจมีลักษณะเป็นปุยที่รูปร่างไม่แน่นอน กระจุกกาแล็กซีแบบแรกมักประกอบด้วยกาแล็กซีชนิดวงรีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกระจุกกาแล็กซีแบบหลังมักจะมีกาแล็กซีทุกแบบรวมกัน จำนวนกาแล็กซีในแต่ละกระจุกอาจมีตั้งแต่ไม่กี่กาแล็กซีหรืออาจมากถึงหลายพันกาแล็กซี กาแล็กซีทางช้างเผือกของเราอยู่ในกระจุกกาแล็กซีที่เรียกว่า กระจุกกาแล็กซีของเรา (Local group)


2 กระจุกดาว - star cluster
กลุ่มของดาวที่กระจุกหรือออกันอยู่ที่บริเวณเดียวกัน ซึ่งเป็นใกล้กันจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงใกล้กันตามแนวสายตาเท่านั้น กระจุกดาวมีสองชนิดคือ กระจุกดาวเปิด (open cluster) และ กระจุกดาวทรงกลม (globular cluster)2
3 กลุ่มดาว - constellation
พื้นที่ส่วนต่าง ๆ บนท้องฟ้า ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 88 ส่วน แต่ละส่วนคือหนึ่งกลุ่มดาว มีชื่อต่าง ๆ ตามรูปร่างของดาวฤกษ์ในพื้นที่นั้น ขอบเขตของกลุ่มดาวถูกกำหนดอย่างแน่ชัดโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลซึ่งกำหนดไว้เป็นสากลตั้งแต่ปี พ.ศ.2473

แต่เดิมนั้นกลุ่มดาวมิได้ถูกกำหนดอย่างเคร่งครัดอย่างทุกวันนี้ กลุ่มดาวเป็นเพียงกลุ่มของดาวที่มองเห็นเป็นรูปร่างต่าง ๆ เป็นสัตว์ หรือเทพเจ้าที่มีอยู่ในเทพนิยายตามจินตนาการของคนในยุคโบราณ เมื่อ 140 ก่อนคริสต์กาล พโตเลมี ได้บันทึกกลุ่มดาวเอาไว้เพียง 48 กลุ่ม ในช่วงคริศต์ศตวรรษที่ 16 ถึง 18 ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตลอด เพิ่มกลุ่มดาวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มดาวที่อยู่ทางซีกฟ้าใต้
กลุ่มดาวบางกลุ่มมีชื่อภาษาไทยด้วย เช่น กลุ่มดาวเต่า กลุ่มดาวจระเข้ เป็นต้น ในทางสากล กลุ่มดาว มักจะมีชื่อเป็นภาษาลาติน เช่น กลุ่มดาวหมีใหญ่ มีชื่อว่า Ursa Major หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Great Bear 4
4 จักรราศี - zodiac
[จัก-กระ-รา-สี] แถบที่ครอบเส้นสุริยวิถี มีความกว้างประมาณ 18 องศา ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่ แถบนี้แบ่งออกเป็น 12 ส่วน กว้างส่วนละ 30 องศา แต่ละส่วนก็คือ ราศี นั่นเอง กลุ่มดาวที่อยู่ในราศีใด ก็จะมีชื่อเป็นราศีนั้น เช่น กลุ่มดาวคนคู่อยู่ในราศีมิถุน ก็มีชื่ออีกชื่อว่ากลุ่มดาวราศีมิถุน กลุ่มดาวเหล่านี้เรียกรวมว่า กลุ่มดาวจักรราศี
(53K JP
5กาแล็กซี - galaxy
กาแล็กซีหรือ ดาราจักร เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์นับล้านดวง อาศัยอยู่ด้วยกันด้วยแรงดึงดูดร่วมกันของดาวแต่ละดวง กาแล็กซีมีขนาดน้อยใหญ่ต่างกันเช่นเดียวกับจำนวนของดาว กาแล็กซีที่เล็กที่สุดมีดาวอยู่เพียง 100,000 ดวง กาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุดมีดาวถึง 3 ล้านล้านดวง
กาแล็กซีแบบกังหัน (spiral galaxy) มีรูปร่างแบน ตรงกลางเป็นทรงกลมเป็นกระเปาะ มีแขนเหยียดออกไปหลายอันและตีเกลียวดูเป็นรูปเหมือนกังหัน กาแล็กซีแบบกังหันมีคาน (barred spiral galaxy) มีลักษณะคล้ายกับกาแล็กซีแบบกังหัน แต่ที่กระเปาะใจกลางของกาแล็กซีจะมีคานยื่นออกมาสองด้าน และที่ปลายคานมีแขนออกไป มองดูคล้ายกับหัวฉีดน้ำในสนามหญ้า กาแล็กซีอีกแบบหนึ่งคือ กาแล็กซีแบบรี (eliptical galaxy) มองดูคล้ายกับซิการ์ กาแล็กซีชนิดนี้มักจะเป็นกาแล็กซีที่มีอายุมาก เต็มไปด้วยดาวแก่ที่ใกล้จะดับ ชนิดสุดท้ายเป็นกาแล็กซีแบบไม่มีรูปร่างที่แน่นอน
6 กาแล็กซีแคระ - dwarf galaxy
กาแล็กซีแบบรีหรือกาแล็กซีแบบกลม ที่มีจำนวนดาวอยู่เพียงไม่กี่แสนดวงถึงไม่กี่ล้านดวง กาแล็กซีแคระมีความสว่างน้อยมาก กาแล็กซีทางช้างเผือกมีกาแล็กซีแคระอยู่รอบ ๆ ถึง 6 กาแล็กซี กาแล็กซีเหล่านั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 2-7 เปอร์เซนต์ของเส้นผ่านศูนย์กลางทางช้างเผือก กาแล็กซีวงรีแคระเรียกว่า กาแล็กซีแบบ dE

7 ขั้วท้องฟ้า - celestial poles
จุดสองจุดบนทรงกลมท้องฟ้าที่ตรงกับแนวของขั้วโลก ขั้วฟ้าเหนือจะตรงกับบริเวณใกล้ ๆ ดาวเหนือในกลุ่มดาวหมีเล็ก ส่วนขั้วฟ้าใต้จะอยู่บริเวณกลุ่มดาวแปดเหลี่ยม
8ข้างขึ้น - waxing
ช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างจันทร์ดับไปจนถึงจันทร์เพ็ญ
9 ข้างแรม - waning
ช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างจันทร์เพ็ญไปจนถึงจันทร์ดับ
10 ซอลสติซ - solstice
จุดบนทรงกลมท้องฟ้าที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปทางเหนือมากที่สุด (ครีษมายัน [ครีด-สะ] - summer solstice) หรือ จุดที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปทางใต้มากที่สุด (เหมายัน - winter solstice) ซึ่งทำมุม 23.5 องศากับเส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางเหนือและใต้ตามลำดับ วันที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่ครีษมายันตรงกับราววันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่กลางวันยาวที่สุดและกลางคืนสั้นที่สุด ส่วนวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่เหมายันตรงกับราววันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่กลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุด
11 วิษุวัต - equinox
วันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านเส้นศูนย์สูตรฟ้า ทำให้มีช่วงเวลากลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากัน และดวงดวงอาทิตย์จะขึ้นใกล้จุดขอบฟ้าทิศตะวันออกมากที่สุด และตกใกล้จุดขอบฟ้าทิศตะวันตกมากที่สุด
ในหนึ่งปีมีวันวิษุวัตสองวันคือวัน วสันตวิษุวัต (vernal equinox) ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณวันที่ 21 มีนาคม และ ศารทวิษุวัต (autumnal equinox) [สา-ระ-ทะ] ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณวันที่ 23 กันยายน




12 ควอซาร์ - quasar
วัตถุขนาดเล็กที่มีพลังงานสูงมาก มีการเลื่อนของสเปกตรัมไปทางสีแดงมาก คำว่า ควอซาร์ (Quasar) กร่อนมาจากคำว่า (Quasi-stella) แปลว่า วัตถุคล้ายดาว เนื่องจากมองเห็นคล้ายกับดาวธรรมดาเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ธรรมดา แต่ปลดปล่อยพลังงานออกมามากพอ ๆ กับกาแล็กซีทั้งกาแล็กซี ธรรมชาติและแหล่งกำเนิดของควอซาร์ยังเป็นปริศนาอยู่ ทฤษฎีหนึ่งกล่าวไว้ว่า เกิดจาก กาแล็กซี มาชนกัน ปัจจุบันเราค้นพบควอซาร์มาแล้วหลายพันดวง
13 ควอแดรนติดส์ - Quadrantids
ฝนดาวตกหนึ่ง มีจุดเรเดียนต์อยู่ในกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ ใกล้ ๆ กับเขตของกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิสและกลุ่มดาวมังกร ชื่อควอดแดรนติดส์นี้ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยที่พื้นฟ้าบริเวณนั้นยังเป็นกลุ่มดาว Quadrans Muralis อยู่ แต่ปัจจุบันกลุ่มดาวนี้ได้ยกเลิกไปแล้ว ฝนดาวตกนี้จะตกสูงสุดประมาณวันที่ 3 มกราคมของทุกปี ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าฝนดาวตกนี้เกิดจากดาวหางดวงใด
14ความรี - eccentricity
เป็นตัวเลขวัดความรีของวงโคจรว่าผิดเพี้ยนไปจากวงกลมเท่าใด ใช้สัญลักษณ์ว่า e ค่าความรีหาได้จาก c/2a เมื่อ c คือระยะห่างระหว่างจุดโฟกัสของวงรี และ 2a คือความยาวของแกนหลัก วงกลมจะมีค่าความรีเท่ากับ 0 และวงรีจะมีค่าความรีต่ำกว่า 1 เสมอ
วงโคจรของดาวเคราะห์ส่วนใหญ่จะมีค่าความรีอยู่ในช่วง 0 ถึง 0.25 ส่วนวงโคจรของดาวหางและดาวเคราะห์น้อยบางดวงมีความรีสูงมาก ความรีของวัตถุท้องฟ้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายในระยะเวลานาน ๆ ซึ่งเป็นผลจากแรงโน้มถ่วง เช่นโลกมีความรีผันแปรอยู่ในช่วง 0.005 ถึง 0.06 ภายในช่วงเวลา 100,000 ปี
15คอนจังก์ชัน - conjunction
หรือการปรากฏอยู่ในแนวเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่มีวัตถุท้องฟ้าเช่น ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ปรากฏอยู่ใกล้ ๆ กันภายในไม่กี่องศา ปรากฏการณ์นี้มีคุณค่าในด้านความสวยงามมากกว่าอย่างอื่น คอนจังก์ชันมักเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยเฉพาะคอนจังก์ชันระหว่างดวงจันทร์กับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "ดาวเคียงเดือน" ในบางครั้งวัตถุเหล่านี้อาจเข้ามาใกล้กันจนเกิดการบังกันเรียกว่า ปรากฏการณ์ อ็อกคัลเตชัน (occultation)




16คอโรนา - corona
1) บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มองเห็นได้เฉพาะช่วงเวลาที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง มีอุณหภูมิสูงถึง 1,000,000 เคลวิน
2) ลักษณะพื้นผิวที่เป็นรูปวงรีบนพื้นผิวดาวเคราะห์ พบได้มากบนดาวศุกร์และดวงจันทร์มิแรนดา
17ค่าคงที่ฮับเบิล - Hubble constant
ใช้ชื่อย่อว่า Ho เป็นตัวเลขแสดงอัตราความเร็วในการขยายตัวของเอกภพต่อระยะทาง มีหน่วยเป็น กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกกะพาร์เซก (Kms-1Mps-1) ค่าคงที่ฮับเบิลในปัจจุบันที่วัดกันได้มีค่าอยู่ระหว่าง 55 ถึง 100 Kms-1Mps-1 ค่านี้จะบ่งบอกถึงอายุของเอกภพอีกด้วย ถ้าเอกภพมีอายุมาก จะให้ค่าคงที่ฮับเบิลต่ำ ถ้าเอกภพมีอายุน้อย จะให้ค่าคงที่ฮับเบิลสูง
18จานก่อตัว - accretion disc
กลุ่มก๊าซที่รวมตัวกันเป็นรูปจานล้อมรอบหลุมดำหรือดาวฤกษ์ หรือวัตถุที่กำลังจะกลายเป็นดาวฤกษ์
ก๊าซในจานก่อตัวมักก็จะถูกแรงดึงดูดของวัตถุศูนย์กลางดูดเข้าสู่วัตถุในใจกลางจนหมด ในระบบสุริยะ ก๊าซชองจานก่อตัวจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างดาวฤกษ์ และบางส่วนของก๊าซอาจหลงเหลืออยู่ภายนอก กลายเป็นวัตถุดิบในการสร้างดาวเคราะห์ต่อไป
19จุดเหนือศีรษะ - zenith
จุดบนทรงกลมท้องฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกตการณ์พอดี
20 จุดดำ - sunspot
บางครั้งเรียกว่า จุดดับ เป็นจุดสีดำหรือคล้ำที่เกิดขึ้นบนผิวหรือบรรยากาศชั้นโฟโตสเฟียร์ของดาวฤกษ์ โครงสร้างจุดดำมีสองชั้น คือ จุดดำชั้นใน (umbra) มีสีดำสนิทอยู่ใจกลาง และจุดดำชั้นนอก (penumbra) มีสีจางกว่า และมักมีพื้นที่มากกว่าจุดดำชั้นในเสมอ
บริเวณที่มีจุดดำเกิดขึ้น มักเป็นบริเวณที่เกิดปรากฏการณ์อื่น ๆ ร่วมด้วยเช่น แฟลร์ แฟกคิวลา เพลจ และโพรมิเนนซ์
ปริมาณของจุดดำบนดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรายวัฎจักร มีคาบ 11.1 ปีโดยเฉลี่ย วัฏจักรนี้เรียกว่า วัฎจักรของดวงอาทิตย์ (solar cycle) หรือวัฏจักรของจุดดำ (sunspot cycle) ปริมาณของจุดดำมีผลต่อปรากฏการณ์บางอย่างบนโลก เช่นการเกิดแสงเหนือ-แสงใต้ และอาจมีผลต่อสภาพลมฟ้าอากาศอีกด้วย
21จุลอุกกาบาต - micrometeorite
ฝุ่นคอสมิกในอวกาศที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 มม. และมีมวลน้อยกว่า 1 ไมโครกรัม เมื่อจุลอุกกาบาตพุ่งเข้าบรรยากาศโลกจะเสียดสีกับบรรยากาศจนเกิดความร้อนขึ้นสูง แต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดปรากฏการณ์ดาวตก วัตถุต้องมีมวลมากกว่า 1 ไมโครกรัมจึงจะทำให้เกิดเป็นดาวตกได้ หากจุลอุกกาบาตพุ่งชนดาวเทียมที่อยู่นอกโลก จะทำให้เกิดหลุมเล็ก ๆ บนผิวด้านนอกของดาวเทียม หลุมนี้มีขนาดเล็กมากจนต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง
22ซีซีดี -CCD
อุปกรณ์ซีซีดี (Charge-Coupled Device) เป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพอิเล็กทรอนิกส์ ขณะนี้เป็นที่นิยมกันมากในการถ่ายภาพดาราศาสตร์ ซีซีดีทำหน้าที่เสมือนฟิล์ม และให้สัญญาณออกไปสู่จอคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลภาพ ซีซีดีมีความไวแสงสูงมาก โดยทั่วไปมีความไวเทียบเท่ากับฟิล์มที่มีความไวแสง ISO 100000 ภาพถ่ายวัตถุท้องฟ้าบางดวงที่ต้องใช้เวลาเปิดหน้ากล้องบนฟิล์ม ISO 1600 นาน 1 ชั่วโมง อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีถ้าใช้ซีซีดี
23ซูเปอร์โนวา - supernova
การระเบิดอย่างรุนแรงของ
ดาวฤกษ์หรือ

ดาวแคระขาว เมื่อเกิดซูเปอร์โนวา ความสว่างจะสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ซูเปอร์โนวาบางครั้งมี
ความสว่างสัมบูรณ์ถึง -19
โดยทั่วไป ซูเปอร์โนวามักเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ระเบิดขึ้นหลังจากที่ใช้
เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ไปจนเกือบหมด การระเบิดแบบนี้มักจะเหลือแกนกลางเป็นวัตถุความหนาแน่นสูง ซึ่งอาจเป็น
ดาวนิวตรอนหรืออาจจะเป็น
หลุมดำ
นอกจากนี้ซูเปอร์โนวาอาจเกิดจากดาวแคระขาวที่ได้รับมวลเพิ่มขึ้นจากวัตถุภายนอกจนระเบิดขึ้นเมื่อมีมวลเกิน
ขีดจำกัดของจันทรเสกขาร์ ซูเปอร์โนวาแบบนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซูเปอร์โนวาแบบ 1 เอ (Type Ia supernova) มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญคือไม่ให้
สเปกตรัมของไฮโดรเจนเลยหรือให้น้อยมาก ๆ มักเป็นซูเปอร์โนวาแบบที่นักดาราศาสตร์ใช้เป็น
ดวงไฟมาตรฐาน ในการวัดระยะห่างของ
กาแล็กซีและดวงดาวต่าง ๆ หลังการเกิดซูเปอร์โนวาแบบ 1 เอ มวลสารของดาวดั้งเดิมมักจะถูกระเบิดกระจายไปหมดสิ้นจนไม่เหลือแกนกลางเลย
ภายหลังที่เกิดซูเปอร์โนวา เศษของสารดั้งเดิมจะถูกปัดจนกระจัดกระจายออกไปในอวกาศกลายเป็น
เนบิวลา

24 เมฆออร์ต - Oort cloud
ชั้นเมฆในอวกาศที่ล้อมรอบ
ระบบสุริยะอยู่เป็นทรงกลม บริเวณเมฆเหล่านี้อยู่ห่างออกไปราว 50,000 หน่วยดาราศาสตร์ เชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดของ
ดาวหางคาบยาว
25แถบไคเปอร์ - Kuiper belt
บริเวณหนึ่งใน
ระบบสุริยะ อยู่ในช่วงประมาณวงโคจรของดาวเนปจูนกับดาวพลูโต เป็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของ
ดาวหางคาบสั้นหลายดวง ปัจจุบันนี้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบ

ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ในแถบไคเปอร์แล้วหลายดวง ชื่อของแถบไคเปอร์ตั้งขึ้นตามชื่อของ เจอราร์ด ไคเปอร์ นักดาราศาสตร์ชาวดัทช์ ผู้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับแถบนี้
26 ดวงจันทร์ของกาลิเลโอ - galilean satellites
ดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง ซึ่งได้แก่ ไอโอ ยุโรปา แกนีมีด และ แคลลิสโต ดวงจันทร์ 4 ดวงนี้ค้นพบครั้งแรกโดย กาลิเลโอ เมื่อปี 2153 ด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่เขาทำขึ้นเอง ดวงจันทร์ทั้งสี่นี้สามารถมองเห็นได้ง่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กหรือแม้แต่กล้องสองตา นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตการโคจรรอบดาวพฤหัสบดีของบริวารทั้งสี่ได้อีกด้วย
27 ดัชนีสะท้อน - albedo
ความสามารถในการสะท้อนแสงของดาวเคราะห์วัตถุอื่นที่ไม่เปล่งแสงในตัวเอง การวัดดรรชนีสะท้อนวัดจากอัตราของแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุต่อแสงที่วัตถุได้รับ เช่น โลกเรามีดัชนีเท่ากับ 0.34 หมายความว่าโลกสะท้อนแสง 34 เปอร์เซนต์ของแสงที่ได้รับ วัตถุที่สะท้อนแสงได้ดีที่สุดจะมีค่าดัชนีสะท้อนเท่ากับ 1

28 ดาวคู่ - binary star

ดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรซึ่งกันและกัน และคงสภาพอยู่ได้ด้วยแรงดึงดูดโน้มถ่วงร่วม ประมาณครึ่งหนึ่งของดาวในเอกภพจะเป็นดาวคู่หรือระบบดาวมากกว่านั้น ดาวคู่ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้ชิดกันมากจนไม่สามารถมองออกว่าเป็นดาวสองดวง แต่เราทราบว่าเป็นดาวคู่ได้จากการวิเคราะห์
สเปกตรัมของดาว
29 ดาวชนิดวูลฟ์-ราเยต - Wolf-Rayet stars

ดาวฤกษ์ชนิดหนึ่ง มีความสว่างมากและอุณหภูมิสูงมาก อาจสูงถึง 90,000 เคลวิน มี
แถบเปล่งแสง (emission line) ที่เกิดจากอิออนของฮีเลียม คาร์บอน ออกซิเจน และไนโตรเจนกว้างมาก แต่มี
แถบดูดกลืนแสงน้อย ดาวชนิดนี้ดวงแรกถูกค้นพบโดย C.J.E. Wolf และ G.Rayet ในปี 1867 ปัจจุบันค้นพบดาวชนิดวูลฟ์-ราเยตแล้วกว่า 300 ดวงใน

กาแล็กซี
ทางช้างเผือกและกาแล็กซีใกล้เคียง มีมวลเฉลี่ยประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์
30 ดาวตก - meteor
บางครั้งอาจเรียกว่า อุกกาบาต หรือ ผีพุ่งไต้ เป็นแสงสว่างวาบเป็นทางดูคล้ายกับดาวตกลงมาจากฟ้า เกิดจากฝุ่นหรือหินในอวกาศพุ่งเข้าหาโลก และเสียดสีกับบรรยากาศชั้นบนจนเกิดลุกไหม้เป็นลูกไฟ
วัตถุที่พุ่งเข้าหาโลกจนเป็นดาวตกนั้น โดยทั่วไปมีความเร็วสัมพัทธ์ประมาณ 15 กิโลเมตรต่อวินาที แรงเสียดสีทำให้วัตถุลุกไหม้และระเหิดไปเป็นไอ นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้อากาศรอบข้างกลายเป็นไอออนไปชั่วขณะ และแนวของไอออนนี้จะสะท้อนสัญญาณ
เรดาร์ได้ดี ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาดาวตกขนาดเล็กที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ รวมทั้งสามารถสำรวจดาวตกตอนกลางวันได้ด้วย
วัตถุที่ตกลงสู่บรรยากาศโลกและเกิดเป็นดาวตก จะระเหิดหายไปที่ระดับความสูงกว่า 100 กิโลเมตรจากพื้นดิน หากวัตถุนั้นมีขนาดใหญ่มาก อาจมีบางส่วนหลงเหลือถึงพื้นดิน เรียกว่า
ลูกอุกกาบาต





31 ดาวนิวตรอน - neutron star
ดาวซึ่งมีมวลอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5 ถึง 3 เท่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งได้ยุบตัวลงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของตัวเอง องค์ประกอบของดาวประกอบด้วย
นิวตรอนล้วน ๆ ดาวนิวตรอนมีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 10 กิโลเมตร และมีความหนาแน่นประมาณ 1017 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดาวนิวตรอนสามารถตรวจพบได้ในรูปของ
พัลซาร์
เมื่อดาวฤกษ์ได้เผาผลาญเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในใจกลางดาวไปจนหมด แกนกลางของดาวจะยุบตัวลงพร้อม ๆ กับแรงดันจากภายในลดลง สำหรับดาวที่มีมวลมากกว่า 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์ ดาวจะเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงเป็น
ซูเปอร์โนวา จนกระทั่งแรงดันภายในแกนกลางสมดุลย์กับแรงโน้มถ่วง แรงระเบิดจะปัดเป่าเนื้อดาวส่วนใหญ่ให้กระจายออกไปในอวกาศเป็น
เนบิวลา
สำหรับดาวที่มีมวลมากกว่านั้นและมีมวลหลงเหลือจากการระเบิดมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์ แรงดันภายในจะไม่สามารถทานแรงโน้มถ่วงของดาวได้ และแกนกลางจะยุบตัวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งจนกระทั่งกลายเป็น
หลุมดำ
32 ดาวประกายพรึก

ดาวศุกร์ที่ปรากฏในช่วงเช้ามืดทางทิศตะวันออก
33 ดาวประจำเมือง

ดาวศุกร์ที่ปรากฏในช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันตก
34 ดาวหาง - comet
วัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะ มีส่วนที่ระเหิดเป็นไอ เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดชั้นฝุ่นและก๊าซที่ฝ้ามัวล้อมรอบและทอด เหยียดออกไปภายนอกจนดูเหมือนหาง
ดาวหางประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ ๆ คือ นิวเคลียส โคม่า และหาง
นิวเคลียสของดาวหางเป็น "ก้อนน้ำแข็งสกปรก" ประกอบด้วยน้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุ่นกับหินแข็งปะปนอยู่ด้วยกัน
เมื่อดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะ ให้น้ำแข็งระเหิดเป็นไอ และปล่อยก๊าซออกมาเกาะกลุ่มเป็นทรงกลมขนาดมหึมาล้อมรอบนิวเคลียส เรียกว่า โคม่า โคม่าอาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึงหลายล้านกิโลเมตรก็ได้
จากการศึกษาดาวหางในย่านความถี่อัลตราไวโอเลต พบว่า มีชั้นของไฮโดรเจนห่อหุ้มดาวหางอีกชั้นหนึ่ง ไฮโดรเจนเหล่านี้เกิดจากไอน้ำที่แตกตัวอันเนื่องมาจากรังสีจากดวงอาทิตย์
ก๊าซและฝุ่นพุ่งเป็นนลำออกจากนิวเคลียสในด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ หลังจากนั้นจะถูกลมสุริยะพัดให้ปลิวออกไปทางด้านหลัง
หางของดาวหางยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ หางก๊าซ หรือ หางพลาสมา หรือ หางอิออน ประกอบด้วยอิออนและโมเลกุลที่ส่องสว่างโดยการเรืองแสง ถูกผลักออกไปโดย
สนามแม่เหล็กใน
ลมสุริยะ ดังนั้นความผันแปรของลมสุริยะจึงมีผลต่อการเปลี่ยนรูปร่างของหางก๊าซด้วย หางก๊าซจะอยู่ในระนาบวงโคจรของดาวหาง และชี้ไปในทิศเกือบตรงข้ามดวงอาทิตย์พอดี หางอีกชนิดหนึ่งคือ หางฝุ่น ประกอบด้วยฝุ่นหรืออนุภาคอื่น ๆ ที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ถูกผลักออกจากดาวหางด้วย

แรงดันของรังสีในขณะที่ดาวหางใกล้ดวงอาทิตย์ หางของมันอาจยาวได้ถึงหลายร้อยล้านกิโลเมตร
35 ดาวหางคาบยาว - long period comet

ดาวหางที่มีคาบยาวหลายพันปี
36 ดาวหางคาบสั้น - short period comet

ดาวหางที่มีคาบอยู่ในช่วง 6-200 ปี
37 ดาวอัลตราไวโอเลต - ultraviolet stars

ดาวฤกษ์ชนิดหนึ่ง ร้อนจัด ปลดปล่อยพลังงานส่วนใหญ่ออกมาในย่านความยาวคลื่น 12 ถึง 320 นาโนเมตร ซึ่งอยู่ย่านในรังสีอัลตราไวโอเลต ดาวที่จัดเป็นดาวอัลตราไวโอเลตได้แก่
ดาว OB
ดาววูลฟ์-ราเยต ดาวกึ่งแคระ O และ B
ดาวแคระขาว และดาวที่เป็นใจกลางของเนบิวลาดาวเคราะห์ส่วนใหญ่
38 ดาวเคราะห์ - planet
วัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์มีสองประเภทใหญ่ ๆ คือดาวเคราะห์หิน เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร กับดาวเคราะห์แก๊ส เช่นดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และดาวเนปจูน อีกดวงหนึ่งคือดาวพลูโต เป็นดาวเคราะห์ที่มีลักษณะแตกต่างออกไป คาดว่าประกอบด้วยน้ำแข็ง
39 ดาวเคราะห์ชั้นนอก - outer planets
ดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรอยู่ไกลกว่าแถบดาวเคราะห์น้อย มีดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต ดาวเคราะห์ชั้นนอกเกือบทุกดวงยกเว้นดาวพลูโต เป็นดาวเคราะห์ยักษ์ทั้งสิ้น
40 ดาวแคระขาว - white dwarf
ดาวใจกลางที่เป็นส่วนหลงเหลือหลังจากดาวฤกษ์ขนาดเล็กหมดอายุขัยไป โดยทั่วไปมักเป็นช่วงหลังจากที่ดาวฤกษ์ผ่านช่วงที่เป็นโนวาไปแล้ว

41 ดาวแคระดำ - black dwarf
เป็นวัตถุที่ผ่านช่วงการเป็นดาวแคระขาวมาแล้ว หลังจากที่เป็นดาวแคระขาวมาเป็นเวลานาน วัตถุนั้นจะเย็นตัวลงจนไม่เปล่งแสงใด ๆ ออกมาอีกจึงเป็นสีดำ ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบดาวแคระดำแต่อย่างใด เชื่อว่าเอกภพยังไม่แก่พอที่จะทำให้ดาวแคระขาวกลายเป็นดาวแคระดำได้
42 โนวา - nova
ดาวฤกษ์ที่มีความสว่างสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ดาวที่เกิดโนวาจะมีความสว่างเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 10 แมกนิจูด และสว่างอยู่นับเดือน หลังจากนั้นความสว่างก็จะค่อย ๆ ลดลง คำว่าโนวานี้กร่อนมาจากคำในภาษากรีกว่า 'nova stella' แปลว่า ดาวดวงใหม่
โนวาเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่างเช่นเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดปานกลางเกิดการขยายตัวในช่วงท้ายของวงจรชีวิตดาว ดวงอาทิตย์ของเราก็จะกลายเป็นโนวาในอีกไม่กี่พันล้านปีข้างหน้า
43neutrino - นิวตริโน
(สัญลักษณ์ ) อนุภาคมูลฐานประเภทหนึ่ง ไม่มีประจุและมีสปิน 1/2 นิวตริโนมี 3 ชนิดคือ e,  และ  ซึ่งอยู่ร่วมกับเลปตอนอีก 3 ชนิดคือ อิเล็กตรอนเลปตอน มิวออนเลปตอน และเทาเลปตอน ตามลำดับ คาดว่านิวตริโนอาจไม่มีมวลหรือมีมวลน้อยมาก ทำปฏิกิริยากับสารอื่นน้อยมาก ปฏิอนุภาคของนิวตริโนคือ แอนตินิวตริโน
44 บิกแบง - Big bang
ทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายกำเนิดของเอกภพ กล่าวว่า เอกภพเริ่มต้นจากความเป็นศูนย์ ทั้งขนาดและเวลา และมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ ไม่มีเวลา ไม่มีแม้แต่ความว่างเปล่า เอกภพกำเนิดขึ้นโดยการระเบิดและหลังจากนั้นเอกภพก็เริ่มขยายตัวออก อนุภาคมูลฐาน อะตอม โมเลกุล ต่าง ๆ ค่อย ๆ เกิดขึ้นหลังจากนั้น คาดว่าการระเบิดใหญ่นั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10,000-20,000 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขนี้หมายถึงอายุของเอกภพด้วย ทฤษฎีนี้เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น การขยายตัวของเอกภพ และ การแผ่รังสีพื้นหลังของเอกภพ
45ปีแสง - light-year (l.y.)
หน่วยของระยะทาง เทียบกับระยะทางที่แสงเดินทางในสุญญากาศในเวลา 1 ปี หรือเท่ากับ 9.4605 x 1012 กิโลเมตร หรือ 0.3066 พาร์เซก หรือ 63,240 หน่วยดาราศาสตร์
46 พาร์เซก - parsec
หน่วยวัดระยะทางทางดาราศาสตร์ เท่ากับความสูงของสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่มีเส้นฐานยาว 2 หน่วยดาราศาสตร์ และมีมุมยอด 2 พิลิปดา มีค่าเท่ากับประมาณ 3.26 ปีแสง มักใช้วัดระยะทางภายในดาราจักร
47 พิกเซล - pixel
จุดแต่ละจุดในภาพที่เกิดจากซีซีดี ย่อมาจาก picture element
48 พิลิปดา - arcsecond
หน่วยวัดของมุม มุม 1 พิลิปดาเท่ากับ 1/60 ลิปดา
49 มหากระจุกกาแล็กซี - supercluster
กลุ่มของ กระจุกกาแล็กซี ที่มีการอยู่รวมกันเป็นกระจุกอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งมหากระจุกมีกระจุกกาแล็กซีขนาดใหญ่ประมาณ 12 กระจุก มหากระจุกกาแล็กซีเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในเอกภพเท่าที่มนุษย์รู้จัก มีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยล้านปีแสง มีปัจจุบันพบมหากระจุกกาแล็กซีแล้วประมาณ 50 กระจุก
50 มิแรนดา - Miranda
ชื่อดวงจันทร์บริวารของดาวยูเรนัส ค้นพบโดย เจอราร์ด ไคเปอร์ ในปี พ.ศ.2491 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 470 กิโลเมตร มิแรนดามีลักษณะพื้นผิวที่แปลกประหลาด นอกจากจะมีเครเตอร์ตามปกติแล้วยังมีร่องและสันเป็นทางอยู่มากมาย ทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า เป็นเพราะดวงจันทร์ดวงนี้ครั้งหนึ่งเคยถูกชนจนแตกมาก่อน แต่มีการรวมตัวกันได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
51 มุมเงย - altitude
มุมตามแนวดิ่งระหว่างวัตถุท้องฟ้ากับขอบฟ้า
52ระบบพิกัดศูนย์สูตร - equatorial coordinate system
ระบบพิกัดที่ใช้ในการบอกตำแหน่งบนทรงกลมท้องฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้เส้นศูนย์สูตรฟ้าเป็นเส้นอ้างอิงหลัก คู่ลำดับที่ใช้คือ ไรต์แอสเซนชัน (R.A.) และ เดคลิเนชัน (Dec) ในลักษณะเดียวกันกับ ลองจิจูด และละติจูดที่ใช้บนโลก
เดคลิเนชันบอกตำแหน่งตามแนวขนานกับเส้นศูนย์สูตรฟ้าคล้ายกับละติจูด แนวเส้นศูนย์สูตรฟ้ามีเดคลิเนชันเป็น 0 มุมที่วัดไปทางซีกฟ้าเหนือจะมีค่าเป็นบวก ที่ขั้วฟ้าเหนืออยู่ที่ตำแหน่งเดคลิเนชัน +90o มุมที่วัดไปทางทางซีกฟ้าใต้มีค่าเดคลิเนชันเป็นลบ ที่ขั้วฟ้าใต้อยู่ที่ตำแหน่งเดคลิเนชัน -90o
ไรต์แอสเซนชันบอกตำแหน่งตามแนวที่ตั้งฉากกับเดคลิเนชัน มีหน่วยวัดเป็น ชั่วโมง นาที วินาที เหมือนกับหน่วยของเวลา ค่าไรต์แอสเซนชันมีค่าเป็น 0 ชั่วโมงที่จุดศารทวิษุวัต และไล่ไปทางทิศตะวันออกจนครบรอบที่จุดเดิมหรือ 24 ชั่วโมง ช่วงมุม 1 ชั่วโมงของไรต์แอสเซนชันเท่ากับ 15 องศา

นับจำนวนดาวลูกไก่ด้วยตาเปล่า


นับจำนวนดาวลูกไก่ด้วยตาเปล่าได้ 5 ดาว